ประวัติวัดพระเจ้าหลวงระแข่ง เมืองเชียงตุง

พระเจ้าหลวงระแข่ง อันตั้งอยู่กลางเวียงเชียงตุงของเมืองขืนนั้น ได้จำลองมาจากพระเจ้าระแข่งอันอยู่เมืองมัณฑะเลย์ ดังมีตำนานกล่าวไว้ว่า สมัยก่อนนั้นเมืองระแข่งนี้ปรากฏชื่อว่า ทัญญวดิ ส่วนชาวเมืองเรียกว่า อาระกัน สำหรับชาวไทขืนเรียกว่า ระแข่ง พม่าเรียกว่า ยะไข่ พระยาเจ้าเมืองนามว่าพระยาทัญญวติ เรียกตามชื่อเมืองที่พระองค์ปกครอง มีมเหสีผู้หนึ่งนามว่า จันทาเทวี เป็นผู้มีศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ได้นำเอาทองคำมาหล่อเป็นพระพุทธรูปองค์หนึ่งมีลักษณะงดงามยิ่งนัก ครั้นได้หล่อเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ได้ฉลองสมโภชเป็นเวลา 7 วัน 7 คืน

ต่อมาในสมัยพระเจ้าอโนรธามังช่อแห่งพม่า เจ้าผู้นี้เป็นผู้มีจิตใจกล้าหาญ ได้เข้าไปทำศึกชิงเอาเมืองเม็ง(มอญ) ได้แล้ว ก็ไปชิงเอาเมืองระแข่งก็สามารถรบชนะได้อีก เมืองระแข่งก็ตกอยู่เป็นเมืองของพม่าในสมัยพระเจ้าอโนรธามังช่อนั้นแล ครั้นว่าพม่าได้ปกครองเมืองระแข่งแล้ว ก็มีใจอยากได้พระพุทธรูปอันพระยาทัญญวติและนางจันทาเทวีได้สร้างไว้นั้น จึงออกคำสั่งให้ทหารพี่น้องสองคน ได้ทำการเอาพระพุทธรูปเจ้ามาไว้ที่เมืองมัณฑะเลย์ อันเป็นเมืองหลวงของพม่าเวลานั้น สองพี่น้องก็ชวนกันไปยกเอาพระพุทธรูป แต่ใช้แรงยกอย่างไรใช้คนยกมากเพียงใดก็ไม่สามารถยกขึ้นได้ จึงได้เรียกหมอโหราจารย์มาทายดู ก็รู้ว่า พระพุทธรูปองค์นี้แต่ก่อนเคยเป็นเด็กเลี้ยงควาย วันหนึ่งได้เลี้ยงควายไปตามทุ่งนา ได้เห็นกบตัวหนึ่งจับได้แล้วกลัวว่ากบจะหนีจึงได้หักเอวกบตัวนั้น แล้วยังมีวิบากกรรมมาถึงปัจจุบันนี้ ครั้นจักยกเอาพระพุทธรูปไปทั้งองค์นั้นไม่สามารถทำได้ ควรจะตัดเอาที่เอวจึงจะยกไปได้ ครั้นว่าหมอโหราจารย์ทายว่าอย่างนี้แล้ว จึงถามว่า ความจะทำอย่างไร หมอโหราจารย์จึงกล่าวว่า ครั้นจะตัดไปจริงๆ ควรมีรูปปั้นคน 4 คน อันปั้นด้วยทองคำ ปัจจุบันรูปปั้นคนนี้มีอยู่ที่เมืองว้อง(จีน) ว่าอย่างนี้นี้ สองทหารพี่น้องก็ชวนกันไปหายังค่าวเครือคนคำทั้ง 4 นั้นก็ได้มา 2 คน อีก 2 คนหาที่ไหนก็ไม่ได้จึงได้กลับมา ครั้นมาถึงเมืองระแข่งแล้ว จึงได้ให้ช่างได้เอาทองคำมาปั้นอีก 2 คน แล้วเอาวางไว้สี่มุม จึงได้ลงมือตัดเอวพระพุทธรูป ครั้นว่าตัดขาดแล้วก็นำมาไว้ที่เมืองมัณฑะเลย์ ได้เอาทองเหลืองต่อใหม่ตั้งแต่เอวลงไปให้เต็มองค์ ส่วนที่เมืองระแข่งนั้นก็ได้เอาทองเหลืองก่อขึ้นไปให้เต็มองค์เหมือนกัน สมัยก่อนนั้นสามปีจะมีการเปลี่ยนหัวใจพระเจ้าไปๆมาๆ คือที่เมืองมัณฑะเลย์ 3 ปี แล้วก็นำไปไว้ที่เมืองระแข่ง 3 ปี ปัจจุบันนี้ยังทำกันอยู่ก็ไม่รู้

ส่วนพระเจ้าหลวงระแข่งอันประดิษฐานอยู่กลางเวียงเชียงตุง แห่งเมืองขืนปัจจุบันนี้ ได้สร้างจำลองมาจากเมืองมัณฑะเลย์ จุลสักราชได้ 1283 ตัว ตรงกับพุทธศักราช 2464 (92 ปีล่วงมาแล้ว) ครั้นเจ้าฟ้าก้อนแก้วอินแถลงได้เสด็จไปยังเมืองมัณฑะเลย์ ได้ไปนมัสการไหว้สายังพระมหามัยมุนี (พระเจ้าระแข่ง) ที่เมืองมัณฑะเลย์ ได้เห็นแล้วก็เกิดความเลื่อมใสศรัทธา จึงอยากได้มาไว้ที่เมืองเชียงตุง ครั้นว่ากลับมาถึงยังเมืองเชียงตุงแล้วก็ได้มาปรึกษากับเสนาอำมาตย์ทั้งหลายว่า พระยาเจ้าใคร่หล่อจำลองมาไว้ที่เมืองเชียงตุงว่าอย่างนี้ ก็หากเป็นที่ยินดีแก่หมู่เสนาอำมาตย์ทั้งหลาย แล้วจึงได้ประกาศให้ชาวบ้านชาวเมืองทั้งหลาย ได้ร่วมกันเอาทองคำ ทองเหลือง มาบริจาคเป็นทาน เพื่อจะได้นำไปหล่อจำลองเอาพระพุทธรูปเจ้าระแข่งที่เมืองมัณฑะเลย์ ชาวบ้านชาวเมืองเสนาอำมาตย์ก็พากัน มาบริจาคเป็นทานเป็นอันมาก ครั้นได้จำนวนเพียงพอแล้ว ก็ได้สั่งให้พระยาวัดและอุโภหม่อง บ้านป่าม่าน เป็นผู้รับหน้าที่นี้ ได้ไปหล่อเอาพระพุทธรูประแข่งเจ้าที่เมืองมัณฑะเลย์ เขาทั้งสองก็รับคำเอาทองคำ ทองเหลือง และเงินทั้งหลาย ไปยังเมืองมัณฑะเลย์แล้วจ้างช่างหล่อผู้หนึ่งชื่อว่า อุทานส่วย เป็นผู้หล่อในครั้งนี้ อุทานส่วยนี้เป็นช่างหล่อที่มีฝีมือดี สามารถหล่อได้เหมือนองค์จริงอันประดิษฐานอยู่ที่เมืองมัณฑะเลย์ ตั้งแต่ บ่า แขน ตัว ขา ลงมาทั้งหมดเอาทองเหลืองและทองแดงหล่อทั้งหมด ส่วนตั้งแต่คอขึ้นไปนั้นหล่อด้วยทองคำแท้ เงินแท้ ดังนี้ ทองคำหนัก 1 จ้อย 71 จาย เงินหนัก 17 จ้อย (มาตราวัดแบบโบราณอย่างหนึ่ง) ใช้เวลาหล่อที่เมืองมัณฑะเลย์เป็นเวลา 3 ปี ได้ลงมือหล่อเมื่อปีพุทธศักราช 2464-2467 จึงสำเร็จ ส่วนสูงได้ 5 ศอก 4 นิ้ว หน้าตักกว้าง 5 ศอก ได้หล่อเป็นท่อนๆ ไว้เพื่อจะง่ายต่อการขนย้ายมาเมืองเชียงตุง ครั้นหล่อเสร็จแล้ว สวยงามดีแล้ว จึงได้เอาส่วนต่งๆ นั้นใส่ถุงแล้วบรรทุกบนรถมาถึงฝั่งแม่น้ำคง(แม่น้ำสาละวิน) เวลานั้นแม่น้ำคงยังไม่มีสะพาน พระยาท่าก็เป็นผู้รับหน้าที่เอาใส่เรือข้ามฟากแม่น้ำคง ครั้นข้ามน้ำมาแล้ว ก็เอาใส่เกวียนวัว 5 ลำ ครั้นมาถึงยังหัวน้ำขืนห่างจากเวียงเชียงตุง 4 หลัก เจ้าฟ้าหลวงก้อนแก้วอินแถลง พร้อมกับเสนาอำมาตย์ทั้งหลาย จึงได้ขึ้นช้าง 5 เชือกเสด็จออกไปรับที่หัวน้ำขืนมาสู่เมืองเชียงตุง อันมีนายช่างหล่อ 5 คน ตามมาด้วย จึงได้มาถึงเมืองเชียงตุงเมื่อเดือน 7 ขึ้น 5 ค่ำ จุลสักราชได้ 1287 ตัว จึงได้นำมาไว้ยังชั่วคราวที่ข่วงควายชน พระยาเจ้าได้สร้างวิหารถวายทานไว้ที่ข่วงควายชนนั้น แต่ยังไม่รู้ว่า จะนำไปประดิษฐานไว้ที่ไดดี จากนั้นได้มีพระยาหลวงสุพรหมาและนางยวง 2 สามีภรรยา บังเกิดความเลื่อมใสศรัทธาจึงได้ยกที่ดินของตนที่หน้าวัดพระแก้วเป็นทาน เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระเจ้าหลวงระแข่ง เจ้าฟ้าหลวงก้อนแก้วอินแถลง เมื่อได้ที่ดินมาแล้วก็ได้สร้างวิหารสำหรับประดิษฐานพระเจ้าหลวงระแข่ง จึงได้จ้างช่างก่อสร้างมาสร้าง ไม่ทราบชื่อช่างก่อสร้างนี้ ใช้เวลาสร้างเป็นเวลา 1 ปีจึงแล้วเสร็จ แต่ว่า มีหมอโหราจารย์ผู้หนึ่งได้ทายทักไว้ว่า ครั้นสร้างเสร็จดีแล้ว พระเจ้าหลวงระแข่งนี้ จะหนีกลับไปว่าดังนี้ จึงไม่สร้างให้เสร็จ ถึงปัจจุบันนี้ก็ยังมีการแก้ไข ทีละเล็กทีละน้อยอยู่ไม่ขาด เพื่อไม่ให้เสร็จสมบูรณ์เสียทีเดียว พระยาเจ้าก็ให้นิมนต์พระเจ้าหลวงระแข่งที่ข่วงควายชนมายังวิหารใหม่ ให้ช่างหล่อได้นำเอาส่วนต่าง ๆ มาต่อให้เข้ากันดีงามแล้ว ใส่ชื่อว่า วัดพระเจ้าหลวงระแข่ง ส่วนช่างหล่อนั้นเจ้าฟ้าก้อนแก้วอินแถลงจึงได้จ้างไปตกแต่งพระธาตุหลวงจอมคำ พี่ได้พังลงมาเมื่อครั้งแผ่นดินไหวใหญ่เมื่อปีจุลสักราชได้ 1292 ตัว ครั้นแต่สร้างแล้วแต่ยังไม่ได้ลงรักปิดทอง ก็ถึงเวลาอบรมสมโภชพระเจ้าหลวงระแข่ง จึงได้พักที่วัดจอมคำไว้ชั่วคราว กล่าวคือเดือนอ้ายขึ้น 14 ค่ำ พระยาเจ้าและเสนาอำมาตย์ทั้งหลาย ก็ได้นิมนต์พระสงฆ์มาสวดธรรมเบิกเนตรแล้วเสร็จเมื่อยามเช้าวันเพ็ญเดือนอ้าย ตอนเช้ามีการบิณฑบาตรอบวัดพระเจ้าหลวง ได้นิมนต์พระภิกษุสามเณรทั้งหลาย มาบิณฑบาตที่วัดพระเจ้าหลวงแห่งนี้ ครั้นเสร็จแล้วพระสงฆ์ที่ไม่ใช่เจ้าอาวาส ที่ไม่ได้มากับหัววัดก็กลับไปวัดใครวัดมัน ยังเหลือไว้แต่หัววัดต่างๆ ก็ให้พรหยาดน้ำสาธุอนุโมธนาในวันนั้นแล พระยาเจ้าจึงโปรดให้เป็นจารีตบ้านเมือง ใครจักทำลายเสียไม่ได้ ว่าครั้นถึงวันเพ็ญเดือนอ้ายมาแล้ว จักได้ชวนกันศิรบูชาอบรมสวดธรรม ที่วัดพระเจ้าหลวงระแข่งแห่งนี้ จึงเป็นประเพณีประจำเดือนอ้ายสืบมาจนถึงปัจจุบันนี้ เมื่อครั้งที่มีเจ้าฟ้าอยู่นั้นได้ฉลอง 3 วัน 3 คืน มีมหรสพต่างๆ เป็นที่สนุกสนานนั้นแล

เรียบเรียงขึ้นจากเอกสารหมายจำ เจ้าสิงใชย บ้านผาแตก
โดย พระมหาแสงแดง

แปลโดย รังสิวุฒิ ไชยศิลป์ หากแปลผิดพลาดประการใดก็ขออย่าได้มีบาปแก่ตัวข้าแล

comments powered by Disqus